ข้อห้ามและควรปฏิบัติเพื่อการทำเว็บให้ประสบความสำเร็จ
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Web Critical Success Factor)
 ต้องรู้จุดเด่นสินค้าของเราเหนือคู่แข่ง
 กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน กำหนดเป้าหมายการทำ  
 การตลาดบนเว็บให้ชัดเจน
 ต้องรู้ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
 ต้องรู้พฤติกรรมซื้อของกลุ่มเป้าหมาย
 ปรับปรุงสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
 เฝ้าดูความเคลื่อนไหวของคู่แข่งตลอดเวลา
 Update & Update
 โปรดให้ขัอมูลที่ลูกค้าต้องการ…ไม่ใช่ที่ท่านต้องการ

ปัจจัยแห่งความส้มเหลว(Web Critical Failure Factor)
ไม่แยกแยะความแตกต่างระหว่างการค้าบนเว็บและทั่วไป
ไม่ปรับปรุงร้านค้าและสินค้า (Dead Site)
คิดว่าเป็นสื่อใหม่ ยังใช้กันไม่มาก ขาดความเอาใจใส่
ไม่ได้มอบหมายให้ใครดูแลจริงจัง  เจ้านายเฝ้าเอง
ไม่ดูแลช่องทางเข้าถึงเว็บอย่างสม่ำเสมอ
ใจร้อน อยากเห็นผลทันตา จึงละทิ้งความพยายาม
ปัจจัยแห่งความส้มเหลว(Web Critical Failure Factor)

มุ่งเน้นแต่สีสันและความเร้าใจ  ไม่เกรงใจลูกค้า ลืมความสำคัญและสาระแห่งการค้าขาย
จงใจปิดบังข้อมูล ขาด Hit Counter ไม่ระบุวันที่ Update
เป้าหมายเว็บไซต์ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น
เลือกสินค้าที่ไม่เหมาะสมแก่การขายบนเว็บมาตั้งแต่ต้น

edit @ 14 Jan 2009 16:04:33 by makewebeasy

ทำไมถึงมีคนเพียงไม่ถึง 10% ที่ทำเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์หรือเว็บไซต์ 
อีคอมเมิร์ชประสบความสำเร็จ ในขณะที่อีกกว่า 90% กลับล้มเหลว เหตุผลข้อนี้คนที่ทำอีคอมเมิร์ชประสบความสำเร็จเท่านั้นที่สามารถตอบได้อย่างตรงจุด ส่วนมากจะทำเว็บไซต์ตามกระแสความนิยม เห็นคนอื่นเขาทำแล้วประสบผลสำเร็จขายได้ขายดีก็อยากจะทำบ้าง

แต่พอลงมือทำมันไม่ง่ายอย่างที่คิด ขายของบนดินก็ขายยากอยู่แล้ว นับประสาอะไรจะไปขายออนไลน์ ซึ่งผู้ซื้อไม่สามารถสัมผัสสินค้าได้และอื่นๆอีกหลายอย่างหลายปัญหาที่จะต้องพบเจอในวงการค้าออนไลน์

แต่การทำธุรกิจเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ก็ไม่ใช่ว่าจะยากเย็นอะไร บุคลลทั่วไปก็สามารถประสบผลสำเร็จได้ แต่ต้องอาศัยฐานความรู้ความเข้าใจในแต่ละจุด ถือว่าเป็นของใหม่ที่ต้องอาศัยการศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ โดยเริ่มต้นจากความตั้งใจของผู้ทำธุรกิจเอง ว่าจะทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร? มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่จะทำดีหรือไม่? สินค้าและบริการที่จะนำไปขายบนออนไลน์มีจุดเด่นๆหรือจุดดีตรงไหน? กลุ่มลูกค้าในประเทศหรือต่างประเทศ? ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ต้องนำมาเป็นการบ้านวิเคราะห์ให้ออก เมื่อเข้าใจและทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็มาเลือกว่าจะเขียนโปรแกรมสร้างเว็บไซต์เองหรือใช้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปหรือเว็บไซต์อัตโนมัติ ซึ่งทั้งสองอย่างก็มีจุดดีและจุดเสียไปกันคนละแบบ แต่ถ้าไม่ชำนาญในการเขียนโปรแกรมจริงๆ ขอแนะนำให้ใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปจะดีกว่า เพราะเราไม่ต้องเสียเวลามานั่งเขียนโปรแกรมใดๆ โปรแกรมเมอร์หรือผู้ให้บริการจัดทำให้เรียบร้อยแล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรมก็สามารถสร้างเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ขึ้นมาได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปเป็นจำนวนมาก ต้องเลือกให้เป็นและให้เหมาะสมกับสินค้าหรือบริการของเรา ในราคาที่เหมาะสม ถ้ายังไม่เข้าใจตรงจุดนี้ก็ควรปรึกษากับผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องเว็บไซต์สำเร็จรูปจะเป็นการดี ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต หลังจากคัดเลือกเว็บไซต์ได้แล้วก็มาถึงการคัดเลือกโดเมนเนมของชื่อเว็บไซต์

หลักการคัดเลือกโดเมน  ควรหาคำที่สั้นไม่ควรเกิน 3 คำ จำง่าย และสะกดง่าย พูดขึ้นมาสะกดได้เลยยิ่งเป็นการดี อาจจะมีความหมายกับธุรกิจได้ยิ่งเป็นการดี หลังจากคัดเลือกโดเมนได้เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงการสั่งซื้อเว็บไซต์ ( กรณีใช้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูป ) ถ้าเขียนโปรแกรมเองก็ต้องไปเช่าโฮสหรือพื้นที่สำหรับรองรับเว็บไซต์ที่จะสร้างขึ้นมา

การวางโครงสร้างในเว็บไซต์ที่สร้างขึ้น  การสร้างเว็บไซต์ก็คล้ายๆกับการสร้างบ้าน ต้องมีการวางโครงสร้างทั้งภายนอกและภายในเว็บไซต์ เพื่อให้ออกมาตามที่ต้องการ การวางตำแหน่งเนื้อหาแต่ละจุดควรวางให้เหมาะสม

การสร้างเนื้อหาหรือคอนเทนท์ ต้องทำให้สอดคล้องกับสินค้าหรือบริการ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน ข้อมูลดูและเข้าใจได้ง่ายไม่สลับซับซ้อน สีของเว็บไซต์ควรเป็นแบบพื้นๆ เว็บไซต์ควรเข้าง่าย โหลดง่าย รูปภาพหรือกราฟฟิคมีไม่มากจนเกินไป เพราะจะทำให้โหลดช้าลง ประชากรบนโลกออนไลน์เป็นประชากรที่มีสมาธิสั้น ไปง่าย มาง่ายหรือเข้าหาเราง่าย ขณะเดียวกันก็หนีไปจากร้านค้าของเราแบบง่ายๆได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้นจุดก็คือทำอย่างไรจึงจะให้การบริการทุกส่วนของเว็บไซต์เราโดนใจลูกค้า นั่นก็คือต้องเข้าเว็บไซต์ได้ง่าย ซื้อสินค้าหรือบริการได้ง่าย ข้อมูลแน่นและเข้าใจง่าย ค้นหาเว็บไซต์ได้ง่าย มูลค่าเว็บไซต์ไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามหรือเลิศหรูอลังการ มันอยู่ที่จุดเด่นๆของเว็บไซต์นั้นต่างหาก เช่น Amazon , Yahoo , Alibaba, Google เป็นตัวอย่างที่ดี บางเว็บทำง่ายๆประเภทเด็กทำยังดูดีกว่า แต่ทว่าทำเงินให้เจ้าของอย่างมหาศาล ซึ่งมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ

ดังนั้นจึงขอแนะนำว่า จงทำเว็บไซต์แบบธรรมดา ง่ายๆ แต่แฝงไว้ด้วยความไม่ธรรมดา นั่นก็คือต้องมีดีหรือจุดเด่นๆในเว็บไซต์ให้จงได้ ประการสำคัญควรเรียนรู้หรือหาประสบการณ์จากผู้รู้จริงๆในเรื่องการค้าออนไลน์ชนิดรู้ทั้งซอกทุกมุมได้ยิ่งเป็นการดีมาก ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการล้มเหลวในกลุ่ม 90% นี้เป็นเพียงกลยุทธ์ในการทำเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์บางส่วนเท่านั้น ยังมีเรื่องการโปรโมทเว็บไซต์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถหาดูได้จากหัวข้อ กลยุทธ์การโปรโมทเว็บไซต์ให้ประสบผลสำเร็จ

ที่มา : http://www.websiteselldomain.com

แนวทางการทำเว็บ ภาค2

posted on 24 Nov 2008 16:04 by tiknaja

การประชาสัมพันธ์เว็บ

เนื่องจากข้อมูลในโลกไซเบอร์ในปัจจุบันมีมากมายเป็นล้านๆข้อมูล จริงมีการคิดค้นการค้นหาข้อมูลขึ้นมาโดยใช้ระบบค้นหา Search Engines และ Web Directory นั้นเอง

ทั้งสองอย่างเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

Search Engine ( จาก http://www.krumontree.com/search/ : 07/27/2003 06:16:53 ) แต่ละแห่งมีวิธีการและการจัดเก็บฐานข้อมูลที่แตกต่างกันไปตามประเภทของ Search Engine ที่แต่ละเว็บไซต์นำมาใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ดังนั้นการที่คุณจะเข้าไปหาข้อมูลหรือเว็บไซต์ โดยวิธีการ Search นั้น อย่างน้อยคุณจะต้องทราบว่า เว็บไซต์ที่คุณเข้าไปใช้บริการ ใช้วิธีการหรือ ประเภทของ Search Engine อะไร เนื่องจากแต่ละประเภทมีความละเอียดในการจัดเก็บข้อมูลต่างกันไป ที่นี้เราลองมาดูซิว่า Search Engine ประเภทใดที่เหมาะกับการค้นหาข้อมูลของคุณ

Keyword Index เป็นการค้นหาข้อมูล โดยการค้นจากข้อความในเว็บเพจที่ได้ผ่านการสำรวจมาแล้ว จะอ่านข้อความ ข้อมูล อย่างน้อยๆ ก็ประมาณ 200-300 ตัวอักษรแรกของเว็บเพจนั้นๆ โดยการอ่านนี้จะหมายรวมไปถึงอ่านข้อความที่อยู่ในโครงสร้างภาษา HTML ซึ่งอยู่ในรูปแบบของข้อความที่อยู่ในคำสั่ง alt ซึ่งเป็นคำสั่งภายใน TAG คำสังของรูปภาพ แต่จะไม่นำคำสั่งของ TAG อื่นๆ ในภาษา HTML และคำสั่งในภาษา JAVA มาใช้ในการค้นหา วิธีการค้นหาของ Search Engine ประเภทนี้จะให้ความสำคัญกับการเรียงลำดับข้อมูลก่อน-หลัง และความถี่ในการนำเสนอข้อมูลนั้น การค้นหาข้อมูล โดยวิธีการเช่นนี้จะมีความรวดเร็วมาก แต่มีความละเอียดในการจัดแยกหมวดหมู่ของข้อมูลค่อนข้างน้อย เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงรายละเอียดของเนื้อหาเท่าที่ควร แต่หากว่าคุณต้องการแนวทางด้านกว้างของข้อมูล และความรวดเร็วในการค้นหา วิธีการนี้ก็ใช้ได้ผลดี
Subject Directories การจำแนกหมวดหมู่ข้อมูล Search Engine ประเภทนี้ จะจัดแบ่งโดยการวิเคราะห์เนื้อหา รายละเอียด ของแต่ละเว็บเพจ ว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร โดยการจัดแบ่งแบบนี้จะใช้แรงงานคนในการพิจารณาเว็บเพจ ซึ่งทำให้การจัดหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนจัดหมวดหมู่แต่ละคนว่าจะจัดเก็บข้อมูลนั้นๆ อยู่ในเครือข่ายข้อมูลอะไร ดังนั้นฐานข้อมูลของ Search Engine ประเภทนี้จะถูกจัดแบ่งตามเนื้อหาก่อน แล้วจึงนำมาเป็นฐานข้อมูลในการค้นหาต่อไป การค้นหาค่อนข้างจะตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และมีความถูกต้องในการค้นหาสูง เป็นต้นว่า หากเราต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ หรือเว็บเพจที่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ Search Engine ก็จะประมวลผลรายชื่อเว็บไซต์ หรือเว็บเพจที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ล้วนๆ มาให้คุณ
Metasearch Engines จุดเด่นของการค้นหาด้วยวิธีการนี้ คือ สามารถเชื่อมโยงไปยัง Search Engine ประเภทอื่นๆ และยังมีความหลากหลายของข้อมูล แต่การค้นหาด้วยวิธีนี้มีจุดด้อย คือ วิธีการนี้จะไม่ให้ความสำคัญกับขนาดเล็กใหญ่ของตัวอักษร และมักจะผ่านเลยคำประเภท Natural Language (ภาษาพูด) ดังนั้น หากคุณจะใช้ Search Engine แบบนี้ละก็ ขอให้ตระหนักถึงข้อบกพร่องเหล่านี้ด้วย

การทำงานของ Search Engine จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ

Spider หรือ Web Robot จะเป็นตัวที่ทำหน้าที่เข้าสำรวจเว็บไซต์ต่างๆ แล้วดึงข้อมูลเหล่านั้นมาอัพเดทใส่ในรายการฐานข้อมูล ส่วนมาก Spider มักจะเข้าไปอัพเดทข้อมูลเป็นรายเดือน
ฐานข้อมูล (Database) เป็นส่วนที่เก็บรายการเว็บไซต์ ฐานข้อมูลที่ดีควรจะมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับกับการเติบโตของเว็บไซต์ในปัจจุบัน การออกแบบฐานข้อมูลที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญเพราะถ้าฐานข้อมูลออกแบบมาทำงานช้าก็ทำให้การรอผลนานและจะไม่ได้รับความนิยมไปในที่สุด
โปรแกรม Search Engine มีหน้าที่รับคำหรือข้อความที่ผู้ใช้งานป้อนเข้ามา แล้วเข้าค้นหาตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล จากนั้นก็จะรายงานผลเว็บไซต์ที่ค้นพบให้กับผู้ใช้ การสืบค้นด้วยวิธีนี้นอกจากจะต้องมีระบบการสืบค้นข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพแล้ว การกลั่นกรองผลที่ได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญของการสืบค้นข้อมูล
ดังนั้น การเลือกใช้เครื่องมือในการค้นหาจะต้องเข้าใจว่า ข้อมูลที่ต้องการค้นหานั้นมีลักษณะอย่างไร มีขอบข่ายกว้างขวางหรือแคบขนาดไหน แล้วจึงเลือกใช้เว็บไซต์ค้นหาที่ให้บริการตรงกับความต้องการของเรา
Web Directory นั้นหลายๆ ความรู้หลายๆ แห่ง หรือหนังสือต่างๆ อาจจะรวมเอาเข้าไปกับ Search Engines ก็ได้แต่ว่าถ้าจริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียว เพราะว่าระบบค้นหาที่โด่งดังมากอย่าง yahoo ก็เป็น Web directory มาก่อนแล้วค่อยมาปรับเปลี่ยนเป็น Search Engine ที่หลังค่ะ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คือจริงๆ ในอดีตนั้นระบบการจัดการเว็บลงในฐานข้อมูลนั้นยังใช้คนในการใส่ข้อมูลของเว็บซึ่งได้จาก Meta Tag หรือ Description Tag ซึ่งเค้าจะเอาข้อมูลในส่วนนั้นที่เราได้ใส่ไว้มาทำการปรับปรุงและเอามาลงในฐานข้อมูล ซึ่งอย่าง yahoo ในตอนแรกๆ นั้นมีคนทำระบบและจัดการกับการเอาข้อมูลเข้าสู่ระบบเพียง 20 คนเท่านั้นทำให้การปรับปรุงของฐานข้อมูลทำงานช้าแต่ที่ทำให้มีความนิยมเพราะชื่อที่จำง่ายและมีการจัดการของหมวดหมู่ของเว็บต่างๆ ใน Directory ที่เข้าใจง่ายประกอบกับระบบ Web Robot หรือ Spider ในยุดเริ่มต้นยังไม่ฉลาดพอและทำงานได้ไม่ดีเท่าคนทำจึงทำให้ yahoo ได้รับความนิยมมากกว่าเพราะ ให้เนื้อหาที่ตรงกลุ่มกว่าและไม่ผิดพลาดเพราะผู้ที่จัดระบบคือมนุษย์นั้นเอง ซึ่งก็ไม่แปลกทำไมในอดีตคนทำเว็บจึง ไฝ่ฝันมากที่จะมีชื่อของตัวเองอยู่ใน yahoo เพราะระบบอย่างนี้เองซึ่งในตอนนั้นถ้าเว็บใครได้อยู่ใน yahoo บอกได้เลยว่าเว็บนั้นสุดยอดละดีจริงๆ และ sanook ก็เป็นเช่นนั้นด้วยครับ เพราะว่าในยุคแรกๆ ของเว็บ sanook นั้นยังไม่มีใครทำเว็บและโปรแกรมการจัดการระบบต่างๆ ยังไม่ได้รับความนิยมประกอบกับการสร้างเว็บยังไม่เป็นที่นิยมอย่างในปัจจุบัน ทำให้ใครๆ ในตอนนั้นที่ทำเว็บใช้ช่วงแรกๆ นั้นหากันยากมากสำหรับเว็บไทยๆ แต่ก็อย่างที่บอก sanook มาได้จังหวะ เอาหลักการเป็นเดียวกับ yahoo มาทำแต่ตอนนั้นคนทำทำแค่คนเดียวครับ ทำให้ระบบก็ช้าๆ ซึ่งต่อมาก็ปรับเปลี่ยนมาจนมาเป็นในปัจจุบันนี้ครับ แต่ในปัจจุบันระบบ Search ในตอนนี้ที่มาตีระบบเก่าๆ กระจุยคงไม่พ้น google นั้น
เอง ด้วยระบบ Robot และ Spider ที่ฉลาดมากๆ จนแทบจะเรียกได้ว่าไม่ต่างไปจากคนทำให้มันได้รับความนิยมากมายจนทำให้ yahoo ร่วงไปจากบรรลังแห่งเจ้าพ่อการค้นหาข้อมูลบนอินเตอ์เน็ต และอีกอย่างตอนนั้นก็มีอีกเว็บที่เป็น Web Directory แท้ๆ และเป็นแบบดั่งเดิม นั้นคือ Open Directory Project นั้นเอง ( http://dmoz.org/ ) เป็นแบบ yahoo ในช่วงต้นแต่ด้วยความร่วมมือกันของ google และ dmoz ทำให้เกิดสารระบบ Both Search ขึ้นครับ ทำให้ตอนนี้เป็นระบบ Search ที่สมบูรณ์มากๆ และมันทำให้เป็นผลดีอย่างไรน่ะหรือ เพราะว่าระบบ google จะทำการค้นหาด้วย spider จากนั้นก็ทำผนวกเอา dmoz มาแสดงผลเพื่อให้ได้ผลออกมาทั้งส่องทางในแบบเดียวกับ yahoo ในปัจจุบันค่ะ

อ้าว!!! แล้วเล่ามาทั้งหมดมันเกี่ยวกันยังไง

ก่อนอื่นต้องบอกว่าเอาพื้นๆมาให้อ่านแล้ว จะเริ่มเข้าใจหลักการทำงาน เมื่อเข้าใจก็เหมือนหนังกำลังภายใน “ที่ว่ารู้เค้ารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”คือเมื่อเราเข้าใจแล้ว ด้วยเหตุที่ว่าในปัจจุบัน กว่า 50% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก นั้นใช้ google ซึ่งมันใช้โปรแกรม spider หรือ robot ให้การหาเว็บและเก็บข้อมูลต่างๆ มาทำให้เราก็ไม่ต้องไปลงฐานข้อมูลให้มัน เดี่ยวมันก็หาเจอเอง แต่ว่านานหน่อยซึ่งเรามีวิธีที่ง่ายๆ และได้ผล คือเราต้องพยายามหาเว็บที่เจ้า google นี้หาเจออยู่แล้ว แล้วทำการแลกลิ้งส์กับเค้าหรือติดต่อเค้าให้ลงลิงส์หรือ ทำยังไงก็ได้ให้ชื่อเว็บเราและที่อยู่เว็บเราอยู่ในเว็บนั้น แล้วเมื่อระบบ spider (ขอรวมไปถึง robot ด้วยจะได้ไม่เขียนบ่อยเมื่อย ครับ ^_^ ) กลับมาเพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลให้ใหม่ ส่วนมากจะ 3 – 5 วันแล้วแต่การเขียนโปรแกรมและความสำคัญของเว็บนั้นๆ ก็จะดึงลิงส์ใหม่ๆ เข้าไปแล้วก็จะวิ่งไปตามลิงส์ใหม่ๆ เพื่อดูว่าเว็บที่เป็นลิงส์เหล่านั้นมีอะไรมั้ง และก็จะเทียบกับฐานข้อมูลตัวเองว่ามีเว็บนี้อยู่หรือไม่แล้วทำการบรรจุลงในฐานข้อมูลของระบบตนเอง นี่เป็นหลักการง่ายๆ แต่ว่าฉลาดมาก ทำให้ระบบ google นั้นทำงานบนระบบ Server อย่างน้อยๆ ก็ 6,000 (หกพัน) ตัวเป็นอย่างน้อย (ข้อมูลจาก pcworld ค่ะ)เพื่อเก็บฐานข้อมูลเว็บอันมหาศาลเหล่านั้นไว้ ซึ่งโดยส่วนมากในปัจจุบันนั้นระบบนี้ใช้กันแทบจะทุกๆ เว็บค้นหาข้อมูลชั้นนำอยู่แล้ว นั้นเอง ชึ่งเอาไปประยุกต์ใช้ได้ตลอดค่ะ